มันติคอร์ (Manticore) เป็นสัตว์ที่เกิดจากจากการผสมพันธุ์ระหว่าง คนกับสัตว์ มีฟันอันแหลมคม นิสัยเจ้าเล่ห์ มีหน้าเป็นคน ตัวเป็นสิงโต ชื่อของมัน มาจากภาษาเปอร์เซีย คือ martikhora แปลว่า ผู้กินคน 'man eater' คนเอเชียยุคโบราณต่างก็รู้จัก มันติคอร์ ในศตวรรษที่สอง มีนักประวัติศาสตร์โรมันบรรยายถึง ความน่ากลัวของมันติคอร์จากเรื่องบอกเล่าที่มีมาราว 700 ปี ก่อนหน้านั้นว่าในอินเดียมีสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่มีอำนาจ น่าเกรงขาม รูปร่างใหญ่ราวกับสิงโตตัวที่ใหญ่ที่สุด มีผิวสีแดง ขนหยาบคล้ายสุนัข ในภาษาอินเดียเรียกมันว่า มาร์ติคอรัส อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของมันไม่ใช่สัตว์ แต่กลับเป็นใบหน้าของมนุษย์ มีฟันบนสามแถว และฟันล่างอีกสามแถว เป็นฟันที่แหลมคมและใหญ่กว่าเขี้ยวของสุนัขล่าเนื้อ ใบหูของมันก็คล้ายกับของมนุษย์ เว้นแต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่าและมีขนหยาบ ตาของมันมีสีน้ำเงินเทาคล้ายนัยน์ตามนุษย์ แต่เท้าและกรงเล็บของมันเหมือนของสิงโต ที่ปลายหางของมันคือหางของแมงป่อง ที่อาจจะมีความยาวเกินกว่า 18 นิ้ว ที่ปลายสุดของหาง มีเหล็กไนที่สามารถต่อยคนถึงตายได้ทันที มันสามารถปล่อยเหล็กไนที่มีลักษณะเหมือนกับลูกศร และสามารถยิงไปได้ไกล เมื่อปล่อยเหล็กไนไปแล้วมันก็จะม้วนหางกลับ หากมันจะยิงเหล็กไนไปทิศตรงข้าม มันจะยืดหางออไปจนสุดแทน สัตว์ที่ถูกเหล็กไนของมันติคอร์จะตายทันที ***ช้างเป็นสัตว์ชนิดเดียว ที่มันติคอร์จะไม่ทำร้าย
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ตำนานของนกฟีนิกซ์
ตำนานหรือเรื่องราวของนกชนิดนี้เล่ากันว่า เป็นนกที่มีวงจรชีวิตยาวนานถึง 500 ปี ในช่วงสุดท้ายของชีวิต นกฟีนิกซ์จะก่อกองไฟขึ้นเผาตนเอง เพื่อกำเนิดขึ้นเป็นนกฟีนิกซ์ตัวใหม่ที่เยาว์วัยจากกองขี้เถ้านั้น และใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอีกจนครบ 500 ปี วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ จากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดมีโอกาสพบเห็นนกฟีนิกซ์ตัวจริงเลยแม้แต่สักครั้งเดียวจึงอาจกล่าวว่านกฟีนิกซ์มีอยู่เฉพาะในตำนานเท่านั้น และเป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณจนถึงสมัยกรีก ซึ่งเชื่อกันว่าชาวกรีกรับเอาความเชื่อหรือแนวคิดของนกฟีนิกซ์มาจากชาวอียิปต์ เนื่องจากชาวอียิปต์จะมีตำนานของนกชนิดหนึ่งที่คล้ายคลึงกันชื่อว่า นกเบนนู ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับนกกระสา พบในภาพเขียนและภาพแกะสลักของชาวอียิปต์ นกเบนนูเป็นนกที่บูชาพระอาทิตย์เช่นเดียวกับนกฟีนิกซ์ และจะเผาตนเองในกองเพลิงเพื่อมีชีวิตใหม่ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า ชาวกรีกจะนำเอาความเชื่อนี้มาดัดแปลงให้เกิดเป็นนกฟีนิกซ์ขึ้นในเวลาต่อมา รูปร่างหน้าตาของนกฟีนิกซ์นี้มีผู้รวบรวมและบันทึกเอาไว้ว่า เป็นนกที่งดงามและสง่างามอย่างมาก ดูคล้ายกับนกอินทรี นัยน์ตาสีฟ้าสดใสเป็นประกายวาววับ มีหงอนบนศีรษะ ปากงุ้มเหมือนปากนกเหยี่ยว ขนเป็นสีทองทั่วทั้งตัว เว้นก็แต่ตรงบริเวณคอเท่านั้นที่มีสีออกแดงม่วง เกล็ดตามหน้าแข้งเป็นสีทองและมีเล็บสีดอกกุหลาบ บางตำนานกล่าวว่านกชนิดนี้อาศัยอยู่ในป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า ป่าแห่งพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นป่าที่สวยงามมาก สภาพอากาศภายในป่าไม่เคยเปลี่ยนแปปลง ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป ต้นไม้ไม่เคยผลัดใบ ดอกไม้ไม่เคยเหี่ยวเฉาร่วงหล่นจากต้น ทุกๆเดือนจะเกิดน้ำพุธรรมชาติใสสะอาดผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดิน เพื่อให้นกฟีนิกซ์ได้ชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาด หลังจากนั้นนกฟีนิกซ์จะบินขึ้นไปเกาะบนยอดไม้ที่สูงที่สุดของป่าศักดิ์สิทธิ์นั้น แล้วผงกศีรษะคำนับพระอาทิตย์สามครั้ง และกางปีกหมุนตัวรับแสงแดดที่ส่องสว่างลงมา ระหว่างนั้นก็จะร้องเพลงที่ไพเราะราวกับนกไนติงเกล เพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อพระอาทิตย์ ในตำนานตะวันตกบันทึกไว้ว่า นกฟีนิกซ์มีเพียงเพศเดียวเท่านั้น คือ เพศผู้ ถึงแม้ว่านกฟีนิกซ์จะมีตัวตนอยู่จริง ๆ ก็น่าเชื่อว่า จะไม่มีผู้ใดสามารถเลี้ยงนกชนิดนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยงได้ เนื่องจากนกฟีนิกซ์จะไม่กินอาหารธรรมดา ๆ อย่างเช่นนกชนิดอื่น ๆ กินกัน อาหารที่ไม่ธรรมดานี้คือ สายลมอ่อน ๆ น้ำอมฤต น้ำค้างที่ตกจากฟากฟ้า หรือหมอกบริสุทธิ์ที่ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำหรือทะเล เพราะเหตุนี้นกฟีนิกซ์จึงกลายเป็นนกในตำนานที่มีความเป็นอยู่อย่างลึกลับ เมื่อถึงคราวชราก็จะเผาตนเอง และชุบตัวขึ้นใหม่กลายเป็นนกที่เยาว์วัยและสดใส การมีชีวิตที่ยืนยาวเช่นนี้รวมถึงการเกิดใหม่จากกองขี้เถ้าของตนเอง ซึ่งทำให้คิดกันว่า นกฟีนิกซ์เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ ในช่วงต้นของศาสนาคริสต์ ได้นำเอารูปของนกฟีนิกซ์มาสลักเป็นลวดลายประดับหินปิดหลุมฝังศพ โดยมีความหมายว่า ผู้ที่จากไปแล้วจะกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ในอนาคต และใช้ในความหมายอื่น ๆในเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นและความแน่นอน แต่เมื่อมาถึงในช่วงสมัยกลาง ความเชื่อนี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป นกฟีนิกซ์จัดเป็นนกในตำนานที่มีผู้กล่าวขวัญถึงมากอีกชนิดหนึ่ง มักจะมีคำพูดที่กล่าวขึ้นลอย ๆ ว่า “นกฟีนิกซ์เป็นนกที่มีผู้คนพูดถึงมาก แต่ไม่มีใครรู้จักมันอย่างแท้จริง” รายละเอียดของเรื่องราวและรูปร่างหน้าตาของนกชนิดนี้ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าขานกันต่อ ๆ มา มีบันทึกมากมายที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับนกฟีนิกซ์ ซึ่งแตกต่างกันออกไปมากบ้าง น้อยบ้าง แต่สิ่งที่เห็นเหมือน ๆ กันคือ นกฟีนิกซ์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ในตัวของตนเอง ซึ่งหมายถึงการนำไปสู่สิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ลาดอน เป็นบุตรของไทฟอน กับนางอิคิดนาครึ่งคนครึ่งงูยักษ์ ลาดอนมีรูปร่างเป็นมังกร ที่มีหัวถึงหนึ่งร้อยหัว(แต่ปกติในภาพวาดต่างๆมักวาดเพียงหัวเดียว นะ ผมเชื่อว่าทุกคนก็รู้เหตุผลกันอยู่...) มีหน้าที่เฝ้าสวนแห่งเทพธิดาเฮสปิริดีส (Hespirides) ธิดาแห่งรัตติกาล ที่ซึ่งว่ากันว่าเป็นที่เก็บแอปเปิลทองคำ ซึ่งส่วนแห่งนี้ มีที่ตั้งอยู่ ณ สุดขอบโลก
ลาดอนนี้ บางทีก็ได้ยินมาว่าเป็นมังกรซ่อนหา ก็เพราะว่า มันจะเล่นซ่อนแอบกับเฮสปิริดิสอยู่ในสวนของนาง สวนแห่งนี้เป็นสวนสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนท้องฟ้า มีไททันนามว่าแอทลาสเป็นผู้แบกเอาไว้บนบ่า
ภารกิจหนึ่งของเฮอร์คิวลิส (หรือตำนานโรมันก็คือ เฮอราเคิล) ก็คือ ตามหาผลแอปเปิลทองคำแห่งเฮสปิริดิส ทีแรก ชายหนุ่มเองก็หาแอปปเปิลและสวนที่ว่านี้ไม่เจอเหมือนกัน นีรีอุสเทพแห่งท้องทะเลมาบอกแก่เขาเมื่อทราบจุดหมายที่แน่ชัด เฮอร์คิวลิสก็เดินทางไปยังสวนแห่งนั้น เขาพบกับยักษ์ไททันแอทลาส ซึ่งมีหน้าที่แบกสวนแห่งนี้เอาไว้ เฮอร์คิวลิสก็ใช้อุบายหลอกให้แอทลาสเข้าไปเอาแอปเปิล ทองคำมาให้ตนโดยเขาจะทำ หน้าที่ยกสวนแห่งนี้ไว้แทน เจ้าไททันก็เข้าไปไหนสวนนั้นเป็นเวลาสามวัน(มันจะใหญ่อะไรขนาดนั้น ขนาดยักษ์ที่แบกมันไว้เดินเข้าไปต้องใช้เวลาถึงสามวัน แอทลาสก็กลับออกมาแล้วนำแอปเปิลทองคำมาวางแทบเท้าเฮอร์คิวลิส แล้วจึงบอกเฮอร์คิวลิสว่ามันได้นำแอปเปิลทองคำมาให้เขาแล้ว ดังนั้น เขาจะต้องยกท้องฟ้าแห่งนี้ต่อไป ส่วนมันจะเป็นอิสระ ทว่าเฮอร์คิวลิสใช้อุบายอีกครั้ง โดยบอกมันว่าเชือกคาดศีรษะของเขาหลวม และต้องการจะมัดให้แน่น หลอกให้แอทลาสแบกท้องฟ้าเอาไว้ (แอทลาสซื่อไปปาวเนี่ย ^_^) แล้วเขาก็คว้าแอปเปิลหนีไป ในที่สุดไปเจอกับลาดอน มังกรยักษ์ และฆ่ามันได้สำเร็จโดยมีธนูเป็นอาวุธ... (บ้างก็ว่าลาดอนไม่ได้ถูกฆ่า ที่จริงไม่ได้เจอกับเฮอร์คิวลิสเลยด้วยซ้ำ)
ที่มา : http://www.thaigaming.com/55452-post99.html
http://the-timelessmyth.exteen.com/20060803/ladon
http://the-timelessmyth.exteen.com/20060803/ladon
วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ในภาษาไทย มีการแผลงคำ "มกร" เป็น "มังกร" เพื่อใช้เรียกสัตว์สมมติอันตรงกับคำว่า "Dragon" ในภาษาอังกฤษ หรือ "หลง" (อักษรจีนตัวเต็ม: 龍; อักษรจีนตัวย่อ: 龙; พินอิน: lóng; ฮกเกี้ยน:เล้ง) ในภาษาจีนกลาง
มกร หรือ เบญจลักษณ์ เป็นสัตว์ตามความเชื่อของพม่า ล้านนา สยาม และเขมร เรียกอีกอย่างว่า ตัวสำรอก เนื่องจากในงานศิลปะ มกรมักจะคายหรือสำรอกเอาวัตถุใดๆ ออกมาทุกครั้ง เช่น มกรคายนาค (พญานาค)
ในเทววิทยาฮินดู มกร (สันสกฤต: मकर) จัดเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง ปกติมักแสดงอยู่ในรูปของสัตว์ผสม ครึ่งหน้าอาจเป็นสัตว์บกอย่างรูปช้าง, จระเข้ หรือกวาง ครึ่งหลังเป็นรูปสัตว์น้ำ (มักเป็นส่วนหาง) เช่น หางเป็นปลา หรือท่อนหลังเป็นแมวน้ำ บางครั้งอาจปรากฏส่วนหางเป็นรูปนกยูงก็มี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)